วันพุธที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557

การอบอุ่นร่างกาย




การอบอุ่นร่างกาย

warm up cool down strcching

การออกกำลังกาย ให้ปลอดภัย และ ได้ผลด ีท่านผู้อ่านจะต้องรู้จัก เลือกวิธีการออกกำลังกาย ให้เหมาะสมกับสุขภาพของตัวท่าน และ ยังต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของการออกกำลังกายซึ่งประกอบไปด้วย
  • การอบอุ่นร่างกายใช้เวลา 5-10 นาที
  • การยืดกล้ามเนื้อควรจะทำอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ครั้งละ 20นาที
  • ความทนทานของกล้ามเนื้อ ควรจะออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อ เช่น การยกน้ำหนัก situp pushup ควรจะออกครั้งละ 30 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • การออกกำลังกายเพื่อให้หัวใจแข็งแรง ควรจะออกประมาณ 30-60 นาทีต่อวันสัปดาห์ละอย่างน้อย 3 ครั้ง ตัวอย่างการออกกำลังได้แก่ การเดินเร็ว การวิ่ง การขี่จักรยาน การว่ายน้ำ การเดินขึ้นบันได
  • การยืดหยุ่นเพื่อความคล่องตัว Flexibility
  • การอบอุ่นร่างกาย
ข้อแนะนำในการอบอุ่นร่างกาย
  1. การอบอุ่นร่างกายเป็นการเพิ่มการเต้นของหัวใจ เพิ่มอุณหภูมิของร่างกาย และเพิ่มการหายใจอย่างช้าๆ การอบอุ่นที่ได้ผลดีร่างกายจะต้องมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น มีเหงื่อออก
  2. การอบอุ่นร่างกายที่ดีจะต้องมีการเคลื่อนไหวของข้อ โดยเฉพาะข้อที่ใช้ในการออกกำลัง เช่นข้อเท้า ข้อเข่า สะโพก หลัง ไหล่
  3. ยืดกล้ามเนื้อที่ใช้ในการออกกำลังกายข้อแนะนำในการยืดกล้ามเนื้อ


  • การยืดกล้ามเนื้อควรจะทำหลังจากการอบอุ่นร่างกายแล้ว
  • การยืดกล้ามเนื้อควรยืดเฉพาะกล้ามเนื้อที่ใช้เท่านั้น และไม่ควรมากไป เพราะจะทำให้หัวใจเต้นลดลง
  • ควรจะเลือกท่ายืนเป็นหลักเพราะจะทำได้เร็ว
ตัวอย่างการยืดกล้ามเนื้อหลังจากการอบอุ่นร่างกาย


    การยืดกล้ามเนื้อน่อง
ก้าวเท้าไปข้างหลัง 1 ก้าวส้นเท้าติดพื้น น่องเหยียดตึง เท้าหน้างอเล็กน้อย หลังตรง มือไขว้หลังยืดกล้ามเนื้อหลัง ไหล่ และน่อง


   การยืดกล้ามต้นขาด้านหลัง
ยืนตรง ก้าวเท้ามาข้างหน้าหนึ่งก้าวและเหยียดเท้าตรง เงาเข่าเท้าหลัง ย่อตัวลงให้น้ำหลังลงบนเท้าที่เงา ประสานมือยืดไปข้างหน้าเพื่อยืดกล้ามเนื้อหลัง


   การยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า
ยืนบนเท้าข้างเดียว งอเข่า มือจับปลายเท้าให้ส้นเท้าติดก้น เข่าชิดกัน หากไม่สามารถทรงตัวก็ให้มองตรงจุดใดจุดหนึ่ง หรืออาจจะเกาะพนักพิงเก้าอี้

   การยืดกล้ามเนื้อojv'
ยืนห่างกำพงประมาณ1 ฟุตถอยเท้าข้างหนึ่งมาด้านหลัง ส้นเท้าติดพื้น โน้มตัวไปด้านหน้าเอาศีรษะวางไว้บนมือที่วางไว้บนกำแพง



วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557

เขาสก ดินแดนขุนเขากลางสายน้ำ สวรรค์ของคนรักธรรมชาติ




เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณ Kanuman R สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม, 2feetgo.com และ เฟซบุ๊ก Travel around the world/ 2เท้าชาวท่องโลก

          ทัศนียภาพ แปลกตาของเทือกเขาหินปูนที่ผุดขึ้นกลางเวิ้งน้ำสีเขียวมรกต นับเป็นความตระการตาของภูผาอันยิ่งใหญ่ บ้างเรียงเป็นแถวหรือรวมเป็นกลุ่มก้อน บางลูกโอบล้อมสายน้ำไว้ดุจทะเลสาบมรกตกลางขุนเขา ยามเช้าตรู่จะได้สัมผัสภาพงามของสายหมอกบาง ๆ ลอยผ่านผืนน้ำคลอเคลียไปตามผาหินและผืนป่า นั่นคือคำนิยามของ เขาสก หรือ เขื่อนเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.) สถานที่ท่องเที่ยวสุดงดงามอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย แต่จะสวยขนาดไหนนั้น ก็ลองตามบันทึกการเดินทางของ คุณ Kanuman R สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ที่ได้เก็บเอาความงามเหล่านี้ผ่านภาพถ่ายสวย ๆ มาให้เราชมกัน





        หลาย ๆ คนมักจะคิดว่า ภูมิทัศน์ที่แสนแปลกตาและอัศจรรย์ใจต้องมาจากต่างประเทศเท่านั้น ซึ่งที่จริงแล้วก็ถูกอยู่ครึ่งหนึ่ง เพราะภูมิทัศน์ที่แปลกตานั้นส่วนใหญ่ คือ สิ่งที่เราไม่เห็นในชีวิตประจำวัน ฉะนั้น ยิ่งไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งดูแปลกตามากเท่านั้น

        แต่ใครจะรู้ว่าในประเทศเราเอง มีวิวที่ทั้งสวยงาม แปลกตา และน่าอัศจรรย์ติดอันดับโลกอยู่เหมือนกัน และหลาย ๆ คนก็ไม่ได้รู้จักที่นี่ดีมากพอ ผมกำลังพูดถึงพื้นที่ท่องเที่ยวในจัดหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดที่เป็นที่ตั้งของเกาะชื่อดังอย่างสมุย แต่ที่ผมจะพาไปพบนั้นน่าอัศจรรย์มากกว่า คือ เขื่อนเชี่ยวหลาน นั่นเอง

        ติดตามรูปภาพทริปอื่น ๆ ของผมได้ที่ www.facebook.com/Travelkanuman และตาม IG บนรูปเลยครับ และติดตามบล็อกได้ที่ www.2feetgo.com ครับ

เขาสก

        ถ้าเราพูดถึง เขาสก หรือ เขื่อนเชี่ยวหลาน แล้ว หลาย ๆ คนก็คงนึกไปถึงเขาหินปูนสลับซับซ้อน ซึ่งบางทีก็เห็นจากในรูปหรือได้ยินเล่าต่อ ๆ กันมา ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่คิดว่าที่นี่จะแปลกสักเท่าไหร่กัน

เขาสก

        แต่เขาสกทำให้ผมต้องประหลาดใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เขาสก

        ผมได้พักที่แพ 500 ไร่ ที่พักที่เน้นด้านการจัดการแบบคำนึงถึงธรรมชาติเป็นสำคัญ ซึ่งทำให้ที่นี่นอกจากจะสวยและอยู่สบายแล้ว ยังมั่นใจได้ว่าทำลายธรรมชาติน้อยมาก ๆ

เขาสก

        โดยที่พักแบ่งเป็นแพเป็นหลัง ๆ 1 ห้อง นอนได้ 4 คน ชั้นละ 2 คน เปิดหน้าห้องก็จะเห็นวิวพระอาทิตย์ขึ้นงดงามมาก ๆ

เขาสก

        มีเรือให้บริการเพื่อเที่ยวชมรอบ ๆ ผมเองใช้เวลา 4 วัน 3 คืน กับการตระเวนถ่ายรูปเขาน้อยใหญ่อย่างเดียวเลย

เขาสก

        ทั้ง ๆ ที่ในบริเวณมีทั้งน้ำตก เมืองบาดาล ป่าดึกดำบรรพ์ ถ้ำให้เลือกไปชมมากมาย แต่ผมขอดื่มด่ำกับวิวที่ผมคิดว่านี่คือที่สุดของไทยให้เต็มที่ก่อน

เขาสก

        อยากให้ภาพมันเล่าเรื่องด้วยตัวเองครับ เพราะมันสวยงามมากจนไม่ต้องบรรยายเพิ่มเติมเลย

เขาสก

        ดวงอาทิตย์เป็นสิ่งที่ดูเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อจริง ๆ

เขาสก

        โดยเฉพาะในเวลาที่เหมาะสม

เขาสก

        ในสถานที่ที่เป็นใจ

เขาสก

        อะไรที่ส่งเสริมกันมาอยู่ด้วยกัน ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพให้กันและกัน

เขาสก

        ในบางครั้งแค่อยากเอนกาย

เขาสก

        มองดูสิ่งรอบตัว

เขาสก

        และเคลื่อนไหวไปช้า ๆ

เขาสก

        ปล่อยให้ได้ใช้ความคิดกับตัวเอง

เขาสก

        ใช้เวลากับความคิดตัวเอง

เขาสก

        หากคุณรักธรรมชาติ รักความสงบ รักน้ำ คุณควรจะมาที่นี่สักครั้งในชีวิต แล้วจะพบว่าเมืองไทยก็มีดินแดนที่ใกล้เคียงสวรรค์ที่สุดเหมือนกัน

เขาสก

        สุดท้ายขอสวัสดีปีใหม่ครับ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับภาพชุดนี้ และถ้าภาพชุดนี้ทำให้ทุกท่านอยากไปเยือนสถานที่มหัศจรรย์นี้บ้าง ผมจะดีใจมาก ๆ ครับ

ที่มา : http://travel.kapook.com/view79430.html

นิทานอีสป ปูกับหมาจิ้งจอก

นิทานอีสป ปูกับหมาจิ้งจอก

แนะนำหนังสือน่าอ่าน ประจำวันที่ 11-12 มกราคม 2557



ขอต้อนรับวันเด็กแห่งชาติด้วยหนังสือน่าอ่าน 4 เล่ม จากสำนักพิมพ์สกายบุ๊กส์ อ่านสนุกแถมได้ความรู้ด้วยค่ะ



คู่มือเรียนรู้ 100 แหล่งวิทย์นอกห้องเรียน ตามหาต้นไม้มหัศจรรย์


คู่มือเรียนรู้ 100 แหล่งวิทย์นอกห้องเรียน ตามหาต้นไม้มหัศจรรย์ โดย ฤทัย จงสฤษดิ์

     ราคาปก 185 บาท

          ท่องป่าหาบัวผุดดอกไม้ใหญ่ที่สุดในโลกในป่าดิบชื้น ตระการตากับป่าลานพันธุ์ไม้ดึกดำบรรพ์แหล่งสุดท้ายของเมืองไทย ตามหาปาล์มหลังขาวค้นพบครั้งแรกของโลก ชื่นชมชมพูภูคาไม้ดอกหนึ่งเดียวในโลก เล่นจั๊กจี้ต้นดิกเดียมต้นไม้เส้นตื้น ปีนป่ายเพิงหินไปดูปรงเขายักษ์ สัมผัสใบไม้กำมะยี่สีทองสะท้อนแสง ขึ้นยอดดอยสูงสุดของไทยไปชมกุหลาบพันปี ชมทิวลิปบานบนดอยผาหม่น



ประวัติศาสตร์ง่าย ๆ ฉบับคุณหนู เรื่อง บางระจัน


ประวัติศาสตร์ง่าย ๆ ฉบับคุณหนู เรื่อง บางระจัน โดย สุภฤกษ์ บุญกอง

     ราคาปก 79 บาท

          กาลครั้งหนึ่ง...เมืองไทย ไม่ได้เล่าประวัติศาสตร์ในรูปแบบของแบบเรียนสำหรับเด็กประถมที่จะต้องจดจำ ตัวเลข ปี พ.ศ. หรือเหตุการณ์อะไรต่างๆ มากมาย แต่เราจะเล่าภาพรวมของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ร้อยเรียงกันไปในรูปแบบนิทานที่อิงความจริงทางประวัติศาสตร์ เพื่อมิให้ผิดเพี้ยน ซึ่งเด็ก ๆ จะมีความเพลิดเพลิน และซึมซับเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายโดยไม่รู้ตัว

          ข้อคิดและคติสอนใจ : ความรักชาติ กล้าหาญ เสียสละ ความฉลาด มีไหวพริบ ความอดทน- ความสามัคคีและความแตกแยก ก่อให้เกิดผลอย่างไรบ้าง



รวมสูตรคณิต ม. ต้น-ม.ปลาย


รวมสูตรคณิต ม. ต้น-ม.ปลาย โดย The Mentor

     ราคาปก 145 บาท

          ได้รวมสูตรและกฎของวิชาคณิตศาสตร์ระดับชั้น ม.ต้น และ ม.ปลายไว้ด้วยกันอย่างครบถ้วน ครอบคลุม โดยด้านหนึ่งจะเป็นส่วนของ ม.ต้น และอีกด้านหนึ่งจะเป็นของ ม.ปลาย



Get ! Vocab

Get ! Vocab โดย ทีมจามจุรี Team Chamchuri

     ราคาปก 120 บาท

          Get ! Vocab จะแบ่งออกเป็น 3 บท บทแรกเป็นเทคนิคในการเดาศัพท์ เพื่อให้น้อง ๆ ได้ทราบถึงการวิเคราะห์คำศัพท์ต่าง ๆ ทำให้งานต่อการจดจำ โดยไม่เสียเวลาท่องจำ ส่วนบทที่สองเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับคำศัพท์ที่มักใช้ผิด เพื่อให้น้อง ๆ นำคำศัพท์ไปใช้อย่างถูกต้อง และบทที่สามเป็นการรวบรวมคำศัพท์ที่ใช้บ่อยในการสอบ Admission



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก


ที่มา: http://hilight.kapook.com/view/95963

เราต่างมี “หัวใจห้องที่ห้า” กวีซีไรต์ “อังคาร จันทาทิพย์”

“หัวใจห้องที่ห้า” กวีซีไรต์ 2556

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา...ชื่อของ “อังคาร จันทาทิพย์” ปรากฏขึ้นในฐานะกวีหนุ่มผู้กวาดรางวัลมาแล้วอย่างมากมาย จึงไม่แปลกสำหรับคนในแวดวงวรรณกรรมจะได้ยินชื่อของเขาอีกครั้งในฐานะเจ้าของ รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือกวีซีไรต์ประจำปี 2556
      
        ด้วยฝีไม้ลายมือในเชิงกวีอันเป็นที่ยอมรับ ห้วงคิดคำนึงต่อประเด็นเชิงสังคมอันแหลมคม อาจบอกได้ว่า ณ ช่วงเวลานี้ เขาคือกวีหนุ่มอันดับต้นๆของประเทศไทยก็คงไม่ผิดหรอก
      
        จากกวีพื้นถิ่นอีสาน สู่คนทำงานหนังสือในเมืองหลวง กระทั่งคว้ารางวัลซีไรต์ รวมบทกวี “หัวใจห้องที่ห้า” ต้องการบอกอะไรกับสังคมบ้าง? และสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “กวี” ในสังคมปัจจุบันหายใจเข้า - ออกด้วยความรู้สึกและด้วยห้วงหัวใจเช่นไร? ท่ามกลางความวุ่นวายในสังคมสากลของมวลมนุษย์ห้องที่ห้าในหัวใจของเขาบรรจุ ซ่อนอะไรไว้?
      
       กวีอีสาน
      
        ท่ามกลางแวดล้อมของเรือกสวนไร่นาแห่งภูมิภาคอีสานของประเทศ อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ที่นั่นคือพื้นเพถิ่นกำเนิดของเขา
      
        “ผมเป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตจาก วาทกรรม - เกษตรกร เกษตรกรรม ความยากไร้ ผลักเราสู่ที่ทางใหม่ ไกลออกมา ซึ่งเขียนไว้ในบทกวี “ด้านทั้งสองของโลกเสมือน” ในหัวใจห้องที่ห้าด้วย”
      
        ในครอบครัวชาวนา เขาเป็นลูกคนสุดท้องโดยมีพี่ชาย-พี่สาวหลายคน ชีวิตที่เติบโตมาท่ามกลางแวดล้อมแบบสังคมเก่า ผลัดเปลี่ยนสู่เมืองหลวงของชีวิตยุคใหม่ บ่มเพาะเป็นมุมมองกลั่นกรองสู่บทกวี
      
        ก้าวแรกๆ ของชีวิตในทางกวีของเขาคือ การได้เปิดหูเปิดตาอ่านหนังสือจากร้านเช่าหนังสือ ห้องสมุดของโรงเรียน กระทั่งเข้าค่ายวรรณกรรมเยาวชน จนได้พบกับ “พระไม้” หรือ “อาจารย์ประยูร ลาแสง” ครูทางกวีนิพนธ์คนแรกในชีวิต โดยเขาได้เริ่มเขียนบทกวีตั้งแต่ช่วงเรียนอยู่มัธยมต้น
      
        “ทุกวันนี้การใช้ชีวิตของชาวนา พ่อแม่ต้องเหนื่อยขึ้นเพื่อให้ลูกทุกๆ คนได้เข้าไปเรียนหนังสือในเมือง” เขาเอ่ยถึงท่วงทำนองชีวิตในพื้นถิ่นบ้านเกิดของเขา “เพื่อ ให้มาเป็นมนุษย์ที่เท้าสองข้างเหยียบยืนอยู่ระหว่างเส้นแบ่งของโลกใบเก่ากับ โลกใบใหม่ ในที่สุดผมพบว่าการเป็นมนุษย์ที่เหยียบยืนอยู่ระหว่างพรมแดนของโลกทั้งสองใบ ระหว่างใหม่และเก่าที่เหลื่อมซ้อนกันอยู่นี่แหละคือที่ทางของผม และคงเป็นที่ทางของคนอีกหลายล้านคนในโลกและประเทศนี้”
      
        จากนั้นเส้นทางของชีวิตก็ได้พัดพาเขาสู่การศึกษาในเมืองหลวง และได้รู้จักกับเพื่อนๆ “กลุ่มศิลปวรรณกรรม” ที่รามคำแหง ได้ทำกิจกรรมเกี่ยวกับการเขียน การอ่าน โดยในช่วงเวลานั้นที่รามคำแหงยังมีกลุ่มนักเขียน กวีรุ่นพี่หลายๆ คนแวะเวียนไปมาหาสู่กันอยู่ตลอด ทำให้มีบรรยากาศของการพูดคุยถกเถียงเรื่องวรรณกรรม เรื่องการเขียนบทกวีที่เข้มข้นและจริงจัง
      
        ต่อมากลุ่มก้อนคนเขียนหนังสือกลุ่มนี้ถูกเรียกขานว่า “กลุ่มกวีหนุ่มหน้ารามฯ” โดยในช่วงปี 2536-2540 ถือเป็นช่วงเวลาที่นิตยสารทั้งรายสัปดาห์ รายปักษ์ รายเดือนยังมีพื้นที่ให้เผยแพร่ผลงานอย่างเปิดกว้าง ทำให้บรรยากาศโดยรวมของแวดวงกวีช่วงนั้นก็ถือว่าค่อนข้างคึกคักพอสมควร
      
        อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คงปฏิเสธไม่ได้ว่า บรรยากาศความคึกคัดในแวดวงกวีได้ลดน้อยถอยลง โดยเฉพาะในแง่มุมคนในสังคมที่มองกวี และในช่วงเวลาที่ของการดำเนินชีวิตนอกบทบาทของกวี เขาก็ทำงานหนังสือโดยเป็นหัวหน้าบรรณาธิการอยู่ที่นิตยสารมาร์( Mars magazine) ด้วยท่าทีติดตลก
      
        “ปัจจุบันเขียนบทกวีเป็นงานหลัก ทำงานแมกกาซีนเป็นงานรอง” เพราะแม้กวีจะถูกมองจากสังคมด้วยท่าทีเช่นไร สำหรับเขาที่เกิดและดำเนินชีวิตมาในท่วงทำนองของบทกวีก็ยืนยันว่า “บทกวีเป็นเหมือนหญิงสาวที่ทำให้ตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ รักแล้วถอนตัวไม่ขึ้น”
      
        แต่สิ่งที่หลายคนรู้สึกถึงบุคคลที่ทำอาชีพ “กวี” คือกวีไส้แห้ง และคำถามที่ผุดขึ้นมาอย่างบ่อยครั้งคือ ในยุคนี้ใครยังคงอ่านบทกวี? เขายิ้มพร้อมตอบอย่างชัดเจนว่า เรื่องมูลค่าทางการเงิน จำนวนคนอ่านน้อยนั้นไม่ใช่สาระสำคัญ
      
        “ยังจะตอบคำถามเหล่านี้ด้วยคำตอบเดิมคือ ข้อสังเกตเหล่านี้ไม่ควรจะตกอยู่กับกวีแต่เพียงฝ่ายเดียว มันคงเกี่ยวพันไปถึงผู้อ่าน ผู้คนในสังคมปัจจุบันด้วยว่าให้ความสนใจอะไรอยู่เป็นพิเศษ? และส่วนตัวก็ยังเชื่อว่างานเขียนไม่ว่ากวีนิพนธ์ วรรณกรรม และศิลปะประเภทอื่นๆ อีกประเด็นคือมีความจำเป็นแค่ไหนที่กวีคนหนึ่งต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการ เขียนในสิ่งที่ไม่ได้เชื่อ ศรัทธา เพื่อตอบโจทย์ หรือเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการตลาด หรือเพื่อจะได้รับความนิยม”
      
        โดยเหตุผลที่เขารักและเชื่อในคุณค่าของบทกวีนั้นมาจากการที่เขามองว่า บทกวีสามารถส่งความรู้สึกถึงเรื่องราวที่อยากบอกเล่า อยากสื่อสารกับคนอื่นๆ ได้อย่างดีที่สุด
      
        “ความน่าหลงใหล และความสั้นกระชับ แต่สามารถหลอมรวม หรือบรรจุเอาทุกสิ่งทุกอย่างทั้งอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด สีสัน บรรยากาศ จินตภาพที่ต้องการสื่อสารออกไปไว้อย่างครบถ้วน หมดจดงดงาม สั่นสะเทือนความรู้สึกตัวเองตอนเขียน และสั่นสะเทือนความรู้สึกผู้ที่ได้อ่าน ซึ่งวรรณกรรมประเภทอื่นๆ อาจจะต้องใช้ความยาวหลายหน้าหนังสือในการบอกเล่า แต่อาจปรากฏในกวีเพียงบทเดียว”
      
        ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาบนสายทางของกวี ชื่อของเขาเริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงกวีจากผลงานที่เข้ารอบและคว้ารางวัลใน หลายเวทีระดับประเทศ ตั้งแต่รางวัลสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ นายอินทร์อะวอร์ดจนถึงซีไรต์
      
       ห้วงทำนองในหัวใจห้องที่ห้า
      
        "งานของอังคาร จันทาทิพย์ มีมิติที่หลากหลาย มองภาพหลายด้าน ทำให้เห็นความเป็นมนุษย์ที่เคลื่อนย้ายถิ่นฐานในหลายรูปแบบ ทั้งคนชนบทและชาติพันธุ์ต่างๆ เป็นการบอกให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ที่เหมือนโลกคู่ขนานของ สังคมแต่โบราณ ซึ่งอาจจะกลับทิศกลับทางกันบ้าง แต่มนุษย์ก็ยังมีความหวังอยู่ตลอดเวลา งานแบบนี้แหละที่มีพลังและทำให้วงการกวีฟื้นคืนกลับมา" นี่คือปากคำจากเจน สงสมพันธุ์ นายกสมาคมนักเขียนที่พูดถึงงานกวีของเขา
      
        ดุจเดียวกัน จากบทกวี “ความตายของสันติสุข” ที่ ชนะเลิศรางวัลกวีนิพนธ์ยอดเยี่ยม รางวัลนายอินอะวอร์ด ประจำปี 2554 แม้จะอยู่ในรูปแบบของบทกวี หากแต่เรื่องราวของมันคือบทอาลัยถึงการจากไปของชีวิตที่ชื่อ สันติสุข พรมดาว - เจ้าลิงแสมแสนรู้ สายตรวจของตำรวจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
      
        จึงไม่แปลกหากจะบอกว่า กวีของเขาจะสามารถเข้าถึงและสัมผัสกับจิตใจของผู้คนได้อย่างเป็นรูปธรรม เขาออกปากเลยว่า หมดสมัยแล้วที่กวีจำเป็นจะต้องเป็นสิ่งที่เข้าใจยาก
      
        “ช่วงหลายปีที่ผ่านมามีกวีอยู่จำนวนไม่น้อยได้เปลี่ยนแปลงลักษณะการนำเสนอบท กวีไปมาก บ้างก็มีการนำรูปแบบของพล็อตเรื่องเล่าเข้ามารองรับประเด็น เนื้อหา ซึ่งพล็อต เรื่องเล่าก็เป็นภาพและเรื่องราวของผู้คนธรรมดาสามัญที่เห็นกันอยู่ทั่วไปใน สังคมเมือง ชนบท ความขัดแย้ง ความเปลี่ยนแปลง ความไม่ลงตัวของวิถีชีวิต เพื่อง่ายแก่การสื่อสารถึงผู้อ่าน”
      
        กับรวมบทกวี “หัวใจห้องที่ห้า” ที่พิชิตรางวัลซีไรต์ปีล่าสุดมาได้ก็เช่นกัน เขาเผยถึง คอนเซ็ปต์ของเรื่องราวทั้งหมดซึ่งถูกวางโครงสร้างของความต่อเนื่อง การเชื่อมโยง ที่แต่ละเรื่องราวในบทกวีเป็นเสมือนจิ๊กซอว์ ที่จะค่อยๆ ถูกปะติดปะต่อให้เห็นภาพใหญ่ของปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เป็นอยู่ และเป็นไปในยุคสมัยปัจจุบัน
      
        มีตั้งแต่ประเด็นในระดับสากลของความขัดแย้ง สงคราม ความเชื่อ เชื่อมโยงสู่วิถีชีวิต ชาติพันธุ์ และการปะทะกันของวัฒนธรรมใหม่และเก่า โดยวัตถุดิบของงานมาจากข่าวสารมากมายที่เขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่เป็นหน่วย ย่อยของสังคมได้รับรู้
      
        “กวีในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ปฏิสัมพันธ์กับผู้คน เรื่องราว ประเด็นปัญหาเหล่านี้ ย่อมเป็นธรรมดาที่อยากบอกเล่าสื่อสารความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อสิ่งที่พบเห็น แต่จะบอกเล่า จะนำเสนออย่างไรให้ผู้อ่านได้เห็นความหลากหลายของเรื่องราวและประเด็นให้มาก ที่สุด”
      
        กับการทำงานในฐานะกวีนอกเวลางาน เขายังคงทำงานหนัก นับแต่การตระเตรียมข้อมูล หากจะเขียนถึงประวัติศาสตร์ การทำข้อมูลย่อมไม่ต่างจากนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์คนหนึ่ง ทั้งรวบรวมกระทั่งสังเคราะห์ออกมาเป็นบทกวี ถ่ายทอดผ่านปากกาที่หลายครั้งเขายังคงใช้ปากกาหมึกซึมเขียนด้วยลายมือแจ่ม ชัดลงบนผืนกระดาษ อย่างคนยุคเก่า ทว่าในอีกมุมเขาก็ยังใช้มือถือสมาร์ทโฟน และพิมพ์โพสต์บทกวีลงบนสถานะในเฟซบุ๊ก ราวกับตอกย้ำรอยต่อของยุคสมัยที่เขาเหยียบยืนอยู่
      
        “ปกติถ้าทำต้นฉบับบางทีก็ใช้ปากกา แต่บางทีก็พิมพ์ลงคอมพ์เลย มันเขียนร่างแรกไม่เสร็จอยู่ดี มันต้องมีร่างที่ 2 ร่างที่ 3 ซึ่งมันต้องเต็มที่และต้องละเอียดกับการทำงานเพื่อให้มันดีในความรู้สึกของ เราก่อน”
      
        เขาพูดถึง ใจความของหัวใจห้องที่ห้าเพิ่มเติม “เราต่างก็เห็นการดิ้นรน ปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ด้วยเงื่อนไข ปัจจัยที่แตกต่าง เช่น การอพยพ เคลื่อนย้ายของผู้คน แรงงาน มีทั้งที่หนีภัยสงคราม ความรุนแรงจากคนกับคนด้วยกัน และภัยพิบัติธรรมชาติ ส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะโครงสร้างความสัมพันธ์แบบเดิมมัน ขาดหายและเปลี่ยนแปลงไป”
      
        ราว 4-5ปีคือเวลาที่เขาใช้สร้างสรรค์รวมบทกวีเล่นนี้ มันเป็นช่วงเวลาที่เกิดจากการต้องไปค้นข้อมูลต่างๆ ทั้งข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ มนุษยวิทยา คติชมวิทยา รวมถึงโบราณคดี ส่วนประกอบทั้งหลายเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือในการมองและบอกเล่าถึงปัญหา เพื่อถ่ายทอดออกมาเป็นบทกวี
      
        “บทกวีสมัยก่อนช่วงรุ่นผมอาจจะมีการสร้างข้อสรุปขึ้นมาชุดหนึ่งในการเป็น แว่นขยายที่อ่านปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกและสังคมไทย ซึ่งผมรู้สึกว่าการใช้แว่นขยายเดียวมันไม่เพียงพอที่จะสามารถอธิบาย ปรากฏการณ์ทางสังคมที่สลับซับซ้อนในยุคปัจจุบันได้”
      
        ดังนั้น ชุดข้อมูลหลากหลายในการทำความเข้าใจกับปมปัญหาที่เกิดขึ้นจึงเป็นเครื่องมือ ในการบอกเล่าปรากฏการณ์ต่างๆ ในสังคมได้อย่างชัดเจนขึ้น โดยสิ่งที่ผู้อ่านจะได้รับจาก หัวใจห้องที่ห้านั้น เขาเผยว่าคือความหลากหลายของประเด็นที่สะท้อนภาพรวมของมนุษย์
      
        “มันมีเรื่องเล่าและประเด็นที่หลากหลาย ขณะเดียวกันในฐานะของคนสร้างงานผมก็มองว่ามันมีเอกภาพ เพราะมันเป็นเรื่องของมนุษย์ ซึ่งทำให้เห็นภาพบางอย่างของสิ่งที่ที่เกิดขึ้นกับสังคมยุคปัจจุบันที่ปัญหา หลายอย่างมันข้ามพรมแดนไปแล้ว”
      
        เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคม บ่มเพาะผ่านการรับรู้ ผ่าน “หัวใจ” ความรู้สึกนึกคิด ในท่ามกลางวิกฤตการณ์หลายด้าน แต่หัวใจของเขายังคงใฝ่มองหาความสุขสงบ เสมือนอีกห้องที่ถูกสร้างขึ้นในชื่อ หัวใจห้องที่ห้า
      
        “คนเรามันมีหัวใจสี่ห้อง...ส่วนหัวใจห้องที่ห้ามันถูกบรรจุไว้ด้วยความเชื่อ เรื่องราวต่างๆ ประวัติส่วนตัวเล็กๆของแต่ละคน นอกจากนี้ มันยังมีความพิเศษ มันเป็นหัวใจที่คนมีความปรารถนาดีต่อกันด้วย
      
        “เพราะในสภาพสังคมปัจจุบันที่มันมีความขัดแย้งอยู่เยอะ ปัญญาเรื่อง3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชายแดนไทย - กัมพูชา เรื่องชนกลุ่มน้อย แม้แต่สิ่งแวดล้อม เหล่านี้ส่งผลต่อหลากหลายผู้คน มันไม่มีพรมแดนแล้วส่งผลกระทบกระเทือนต่อกันหมด ฉะนั้นการจะข้ามผ่านเรื่องเหล่านี้มันต้องอาศัยหัวใจห้องพิเศษ หัวใจห้องที่ห้าที่มันบรรจุไว้ซึ่งความปรารถนาดีต่อกัน”
      
       ผลงานที่ผ่านมา ของ อังคาร จันทาทิพย์
       
       รวมบทกวี คนรักของความเศร้า (2542)
       รวมบทกวี วิมานวงแดง (2543) (รางวัลสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ)
       รวมบทกวี ที่ที่เรายืนอยู่ (2551) (รอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์)
       รวมบทกวี หนทางและที่พักพิง (2552) (รางวัลสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ)
       บทกวี ความตายของสันติสุข รางวัลกวีนิพนธ์ยอดเยี่ยม รางวัลนายอินทร์อะวอร์ด (2554)
       บทกวี เสียงกบภูเขาที่ถนนข้าวสาร ได้รับรางวัลบทกวีดีเด่น รางวัลสมาคมภาษาและหนังสือ ประจำปี (2554)
       รวมบทกวี หัวใจห้องที่ห้า ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) 2556 เซเว่นบุ๊คอะวอร์ด และรางวัลสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
      
       เรื่องโดย อธิเจต มงคลโสฬศ

ที่มา : 
http://www.manager.co.th/daily/viewnews.aspx?NewsID=9560000115481

วันเด็กแห่งชาติ 2557


ศูนย์  กศน.อำเภอเมืองตรัง  ร่วมจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ  2557  
ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง  วันเสาร์ที่  11  มกราคม  2557
มีกิจกรรม  วาดภาพระบายสี   ลูกโป่งแฟนซี   ตอบคำถาม  ดอกไม้ใบยางพารา  และแจกของขวัญ



มหัศจรรย์ ตะขบ ด้อยราคา - มากคุณค่า





มหัศจรรย์ ตะขบ ด้อยราคา - มากคุณค่า




ต้นตะขบ

มหัศจรรย์ "ตะขบ" ด้อยราคา-มากค่า (ไทยโพสต์)

         วิจัยพบ "ตะขบ" มีคุณค่าเหนือกว่าผลไม้นอกหลายชนิด ผลมีใยอาหาร-แคลเซียม-โปแตสเซียมสูง ดูดซับคอเลสเตอรอลลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ เส้นเลือดสมองแตก เตือนคนคุมน้ำหนัก ผู้ป่วยเบาหวานเลี่ยงลิ้นจี่-องุ่น น้ำตาลมาก
   
         นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากการที่กลุ่มวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ กองโภชนาการ ดำเนินการศึกษาวิจัยเรื่อง "ปริมาณใยอาหาร น้ำตาล และแร่ธาตุในผลไม้" โดยการเก็บตัวอย่างผลไม้จำนวน 30 ตัวอย่างจากท้องตลาด 5 แห่งในเขต กทม.และปริมณฑล โดยเก็บตัวอย่างละ 2 กิโลกรัมมาวิเคราะห์ใน 2 ส่วน คือ 1.วิเคราะห์น้ำตาลและน้ำ 2.วิเคราะห์ใยอาหาร โปรตีน ไขมัน และแร่ธาตุ จากผลการศึกษาพบว่า ผลไม้ในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม มีน้ำเป็นส่วนประกอบ 76-94 กรัม มีใยอาหาร 0.5-6.3 กรัม มีน้ำตาลรวม 3-18 กรัม และมีพลังงาน 33-97 กิโลแคลอรี
   
         ผลไม้ที่มีใยอาหารสูง ได้แก่ ตะขบ 6.3 กรัม ฝรั่งแป้นสีทอง 3.3 กรัม ลูกหว้า 3.3 กรัม และฝรั่งกิมจู 3.1 กรัม ผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ได้แก่ ลิ้นจี่พันธุ์ค่อม 18 กรัม องุ่นดำไร้เมล็ด (ลูกใหญ่) 15 กรัม ลิ้นจี่จักรพรรดิ 13 กรัม สละ 13 กรัม และองุ่นแดง (ลูกใหญ่) 13 กรัม ส่วนผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย ได้แก่ เนื้อมะพร้าวอ่อน 3 กรัม ลูกหว้า 5 กรัม ลูกตาลอ่อน 5 กรัม ราสพ์เบอรี่ 6 กรัม และแคนตาลูป (เขียว) 6 กรัม
   
         "ผลไม้ส่วนใหญ่มีพลังงานน้อย เพราะมีน้ำเป็นองค์ประกอบค่อนข้างมาก จากการศึกษาครั้งนี้พบตะขบและมะม่วงเขียวเสวยดิบมีพลังงานมากกว่าผลไม้อื่น คือ มี 97 และ 87 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัม" นพ.สมยศกล่าว
   
         อธิบดีกรมอนามัยกล่าวว่า สำหรับปริมาณแร่ธาตุ โซเดียม โปแตสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส ในผลไม้ 100 กรัม พบว่า มีโปแตสเซียม 106-773 มิลลิกรัม โซเดียม 0.7-19.8 มิลลิกรัม แคลเซียม 0.3-108 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 0-60.7 มิลลิกรัม ผลไม้ที่มีโปแตสเซียมสูง ได้แก่ ตะขบ 773 มิลลิกรัม เชอรี่นอก 486 มิลลิกรัม เนื้อมะพร้าวอ่อน 381 มิลลิกรัม และน้ำมะพร้าวอ่อน 330 มิลลิกรัม ส่วนผลไม้ที่มีโซเดียมสูง คือ ลูกท้อสด มีโซเดียม 19.8 มิลลิกรัม ราสพ์เบอรี่ 16.7 มิลลิกรัม ตะขบ 12.8 มิลลิกรัม ผลไม้ที่มีแคลเซียมสูง คือ ตะขบ มีแคลเซียม 108 มิลลิกรัม ผลไม้ที่มีฟอสฟอรัสสูง คือ ลูกหว้า มีฟอสฟอรัส 60.7 มิลลิกรัม ตะขบ 51.7 มิลลิกรัม    
         จากการศึกษาครั้งนี้พบตะขบฝรั่ง และ ลูกหว้า เป็นผลไม้ที่มีใยอาหารสูง ส่วนผลไม้ที่มีน้ำตาลมาก เช่น ลิ้นจี่ และองุ่น อาจเป็นผลไม้ที่ควรระวัง หรือต้องห้ามสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน แต่แนะนำให้กินเนื้อมะพร้าวอ่อนหรือลูกตาลอ่อนทดแทนได้ เพราะมีน้ำตาลน้อย ส่วนผลไม้ที่มีโซเดียมน้อยจะเป็นผลดีต่อผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ขณะที่ปริมาณโปแตสเซียมในผลไม้จัดเป็นแร่ธาตุหลักที่พบ ซึ่งหากมีมากอาจช่วยป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังบางชนิดได้ รวมการเกิดเส้นเลือดในสมองแตกได้เช่นกัน


ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/54381